แพ้เพนิซิลลิน รักษาซิฟิลิสได้ ไม่ต้องหยุดการรักษา เพราะแนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรค มีช่อง "ยาทางเลือก" กำกับไว้ให้คนที่แพ้ยากลุ่มนี้ แต่ยาทางเลือกไม่เหมือนกันทุกระยะของโรค และมีบางกลุ่ม เช่น หญิงตั้งครรภ์ ที่เอกสารกำกับเงื่อนไขไว้ต่างหาก

สรุปว่าแม้แพ้เพนิซิลลินก็ยังรักษาซิฟิลิสได้ โดยแพทย์จะเลือกยาทางเลือกตามระยะของโรค และหญิงตั้งครรภ์ต้องได้รับการประเมินเป็นกรณีพิเศษ

แพ้เพนิซิลลิน รักษาซิฟิลิสได้ไหม ตามแนวทางไทย พ.ศ. 2567

ได้ แต่ผู้เลือกยาต้องเป็นผู้ให้บริการ และต้องเลือกตามระยะของโรค ใน แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรค (ไฟล์ PDF) ยาหลักของทุกระยะคือเพนิซิลลิน และตารางยารักษาซิฟิลิสในเล่มนั้นตั้งชื่อช่องที่สองว่า "Alternative option (แพ้ Penicillin หรือ กรณีไม่มี Benzathine penicillin)" แปลว่าเอกสารให้ทางเลือกชุดเดียวกันทั้งกรณีแพ้ยาและกรณีหน่วยบริการไม่มียาฉีด

องค์การอนามัยโลกเขียนไว้ในหน้าข้อมูลโรคซิฟิลิสไปทางเดียวกันว่า เบนซาทีน เพนิซิลลิน (BPG) เป็นการรักษาลำดับแรกของซิฟิลิส และเป็นการรักษาชนิดเดียวที่องค์การอนามัยโลกแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นซิฟิลิส ส่วนลำดับที่สอง แพทย์อาจใช้ doxycycline, ceftriaxone หรือ azithromycin ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะ

การจะรู้ว่าตัวเองอยู่ระยะไหนต้องใช้ประวัติ อาการ และผลเลือด อ่านเรื่องระยะของโรคได้ที่บทความ อาการในแต่ละระยะ ของโรคซิฟิลิสเป็นอย่างไร ?

ยาทางเลือกของระยะต้นกับระยะปลาย ต่างกันตรงไหน

ต่างกันมาก และเป็นจุดที่ข้อมูลมักถูกยกไปใช้ผิดระยะ แนวทางไทยนับระยะต้นคือระยะที่ 1 ระยะที่ 2 และระยะแฝงช่วงต้น ส่วนระยะปลายคือระยะแฝงช่วงปลาย ระยะแฝงที่ไม่ทราบระยะเวลา และระยะที่ 3 ตารางด้านล่างสรุปเฉพาะชื่อยาที่เอกสารระบุ ไม่ใช่ขนาดยา เพราะส่วนนั้นเป็นหน้าที่ของผู้สั่งใช้ยา

ยาหลักและยาทางเลือกของซิฟิลิสแต่ละระยะ ตามตารางยารักษาซิฟิลิสของแนวทางไทย พ.ศ. 2567
ระยะของโรค ยาหลักที่เอกสารระบุ ช่องยาทางเลือก (แพ้เพนิซิลลิน หรือกรณีไม่มี Benzathine penicillin)
ระยะต้น ยาฉีดเบนซาทีน เพนิซิลลิน จี เข้ากล้ามเนื้อ มี 5 ชื่อ คือ doxycycline, tetracycline, azithromycin, ceftriaxone และ erythromycin
ระยะปลาย ยาฉีดเบนซาทีน เพนิซิลลิน จี ซ้ำหลายสัปดาห์ เหลือ 2 ชื่อ คือ doxycycline และ tetracycline โดยใช้นานกว่าระยะต้น
ซิฟิลิสของระบบประสาท เพนิซิลลิน จี ชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ระบุชื่อเดียวคือ ceftriaxone
ซิฟิลิสแต่กำเนิดในทารก เพนิซิลลิน จี ชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ตารางเว้นช่องนี้ว่าง ไม่ได้ระบุยาทางเลือกใด

ยาที่ใช้แทนได้ในระยะต้นอย่าง azithromycin หรือ erythromycin ไม่ปรากฏในช่องของระยะปลาย การหยิบคำแนะนำของระยะต้นไปใช้กับระยะปลายจึงเกินกว่าที่เอกสารรองรับ และทั้งสองแถวมีหมายเหตุกำกับเหมือนกันว่า ในหญิงตั้งครรภ์ หน่วยงานควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ทำ Penicillin desensitization ก่อน แล้วรักษาด้วย Penicillin G

ตารางเดียวกันยังกำกับ Pregnancy Category ไว้ท้ายชื่อยาทางเลือกทุกตัว และพิมพ์คำว่า "ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์" ไว้ในช่องของ doxycycline และ tetracycline ทั้งแถวระยะต้นและแถวระยะปลาย ส่วน azithromycin, ceftriaxone และ erythromycin กำกับว่าเป็น Pregnancy Category B ผู้อ่านจึงดูจากตัวตารางได้เองว่ายาตัวไหนถูกกันออกสำหรับหญิงตั้งครรภ์

ตั้งครรภ์แล้วแพ้เพนิซิลลิน ทำไมจึงไม่เปลี่ยนไปใช้ยาอื่น

เพราะการรักษาช่วงตั้งครรภ์ต้องกันไม่ให้ทารกเป็นซิฟิลิสแต่กำเนิดด้วย แนวทางไทยเขียนว่าให้รักษาตามระยะของโรคเหมือนคนทั่วไป แต่ควรรักษาด้วย Penicillin เนื่องจากยาสามารถผ่านรกไปยังทารกในครรภ์ได้ และหากมีประวัติแพ้ Penicillin ให้ทำ Penicillin desensitized ก่อน แล้วรักษาด้วย Penicillin หัวข้อเดียวกันให้เหตุผลรายตัวยาไว้ด้วย

  • ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ คือ doxycycline และ tetracycline ซึ่งอยู่ใน Pregnancy Category D
  • erythromycin stearate ระบุว่าไม่สามารถผ่านรกไปที่ทารกในระดับที่เพียงพอจะป้องกันโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด
  • ceftriaxone ระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าป้องกันการเกิดซิฟิลิสแต่กำเนิดได้ นั่นคือยังไม่ยืนยัน ไม่ใช่ว่าใช้ไม่ได้

แนวทางของออสเตรเลียเขียนไปทางเดียวกันว่า มีเพียงเพนิซิลลินที่แสดงว่าได้ผลในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่แพ้จึงควรทำ desensitisation แล้วรักษาด้วยเพนิซิลลิน และองค์การอนามัยโลกระบุว่า BPG เป็นยาตัวเดียวที่ป้องกันการส่งต่อซิฟิลิสจากแม่สู่ลูกได้ สามแหล่งตรงกันในข้อนี้

Quicky

ภาพอธิบายว่า หากมีประวัติสงสัยแพ้เพนิซิลลินและจำเป็นต้องใช้ยา ควรส่งทดสอบการแพ้ยา ส่วนผู้ไม่มีประวัติแพ้ไม่จำเป็นต้องทดสอบ

ประวัติแพ้ยาแบบไหนที่ควรส่งทดสอบก่อน

แนวทางไทยเขียนไว้ว่า หากไม่มีประวัติแพ้ยา Penicillin ไม่จำเป็นต้องส่งทดสอบการแพ้ยา ส่วนกรณีที่มีประวัติสงสัยแพ้ยา Penicillin แต่จำเป็นต้องใช้ยา Penicillin ควรส่งทดสอบการแพ้ยา และเตือนไว้ว่าไม่แนะนำให้ทดสอบการแพ้ยาด้วยการใช้ตัวยา Benzathine penicillin G มาทำ skin testing

แนวทางของออสเตรเลียลงรายละเอียดอีกชั้นสำหรับคนที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ โดยให้ซักประวัติและประเมินด้วยเครื่องมือที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว เช่น PENFAST ระบุว่าคนที่มีเพียงประวัติของคนในครอบครัว หรือมีปฏิกิริยาที่บ่งว่าเป็นการทนยาไม่ได้ ถอดป้ายแพ้ยาแล้วรักษาด้วยเพนิซิลลินได้เลย และเขียนกำกับว่าสูตรที่ไม่ใช่เพนิซิลลินมีหลักฐานน้อยกว่า แม้มีข้อมูลว่าได้ผล จึงให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ ข้อนี้เป็นกติกาของออสเตรเลีย ไม่ใช่ข้อความในแนวทางไทย

มีไข้หนาวสั่นหลังได้ยา ใช่อาการแพ้ยาหรือเปล่า

ไม่เสมอไป และการแยกสองอย่างนี้เป็นงานของบุคลากรทางการแพทย์ แนวทางของออสเตรเลียอธิบายปฏิกิริยาชื่อ Jarisch-Herxheimer ว่าเป็นปฏิกิริยาต่อการรักษาที่พบบ่อยในผู้ที่เป็นซิฟิลิสระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เกิด 6–12 ชั่วโมงหลังเริ่มการรักษา ความรุนแรงต่างกันไปในแต่ละคน มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หนาวสั่น ปวดข้อ อยู่นานหลายชั่วโมง และให้บอกผู้ป่วยไว้ล่วงหน้าพร้อมให้ความมั่นใจ

เท่าที่ค้นในไฟล์ฉบับเต็ม แนวทางไทย พ.ศ. 2567 ไม่ได้กล่าวถึงปฏิกิริยานี้ไว้ ถ้ามีอาการหลังได้ยาไม่ว่าแบบใด วิธีที่ปลอดภัยคือติดต่อกลับไปที่หน่วยบริการที่ให้ยา อย่าสรุปเองว่าแพ้ยาแล้วหยุดยากลางคัน

Love2Test

ใช้ยาทางเลือกแล้วติดตามผลอย่างไร

ติดตามด้วยผลเลือดตามกำหนดเดิม ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกว่าอาการหายแล้ว การได้ยาทางเลือกไม่ได้ทำให้กำหนดการติดตามผลต่างไปจากผู้ที่ได้เพนิซิลลิน ตารางนัดตรวจเลือดหลังการรักษาของแนวทางไทยแยกแถวตามระยะของโรคและสถานะเอชไอวี ไม่มีช่องไหนแยกตามชนิดของยาที่ได้รับ สิ่งที่คนใช้ยาทางเลือกต้องทำจึงเหมือนกัน คือไปตามนัดเจาะเลือดให้ครบ และถามไว้ตั้งแต่วันแรกว่านัดครั้งถัดไปคือเมื่อไร

สิ่งที่ต่างออกไปสำหรับคนที่ต้องฉีดยาหลายเข็ม คือจังหวะของเข็ม แนวทางไทยเขียนว่า ในกรณีที่ไม่สามารถมารับการฉีดยาได้ตามกำหนด ต้องพยายามให้การฉีดยาเข็มต่อไปไม่ห่างจากเข็มที่ฉีดก่อนหน้าเกิน 14 วัน แต่ถ้าทำตามไม่ได้ ให้เริ่มการรักษาใหม่ และควรมีการตรวจ RPR/VDRL ในวันแรกที่ได้รับการรักษาและในวันที่ได้รับการรักษาใหม่

ส่วนจะเจาะเลือดเดือนไหนบ้าง และผลควรเปลี่ยนแค่ไหน ต้องดูรายคนกับผู้ให้บริการ เพราะขึ้นกับระยะของโรคและสถานะเอชไอวี คำถามเรื่องหายขาด อ่านต่อได้ที่บทความ รักษาซิฟิลิส หายขาดไหม?

ภาพตอบคำถามเรื่องการซื้อยากินเอง ประวัติแพ้ยาตั้งแต่เด็ก การอยู่ร่วมกับ HIV และกรณียาฉีดหมด โดยเน้นให้แพทย์เลือกยาตามระยะโรคและไม่ควรรักษาเอง

คำถามที่พบบ่อย

แพ้เพนิซิลลินแล้วซื้อยาเม็ดกินเองแทนได้ไหม

ไม่ควร เพราะชุดยาทางเลือกขึ้นกับระยะของโรค ซึ่งต้องใช้ประวัติและผลเลือดแยก และแนวทางของออสเตรเลียระบุว่าสูตรที่ไม่ใช่เพนิซิลลินมีหลักฐานน้อยกว่า จึงให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน

เคยแพ้ยาตอนเด็ก ตอนนี้ยังนับว่าแพ้อยู่ไหม

ต้องให้ผู้ให้บริการประเมิน ไม่ใช่สรุปเอง แนวทางไทยบอกว่าถ้ามีประวัติสงสัยแพ้ยาแต่จำเป็นต้องใช้เพนิซิลลิน ควรส่งทดสอบการแพ้ยา สิ่งที่ช่วยได้คือจำให้ได้ว่าอาการครั้งนั้นเป็นอย่างไร

อยู่ร่วมกับเอชไอวีด้วย ต้องเปลี่ยนยาไหม

หมายเหตุใต้ตารางยารักษาซิฟิลิสเขียนว่าให้รักษาผู้มีเชื้อเอชไอวีเหมือนผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี สูตรยาจึงไม่เปลี่ยนตามสถานะเอชไอวี แต่ตารางวันนัดตรวจเลือดในเล่มเดียวกันนัดถี่กว่า ส่วนการดูแลเอชไอวีเป็นคนละเรื่องกับการรักษาซิฟิลิส อ่านภาพรวมได้ที่หน้า การรักษา HIV: เริ่มเร็ว สุขภาพดี และก้าวสู่ U=U ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)

ถ้าคลินิกบอกว่ายาฉีดหมด ต้องรอหรือเปลี่ยนยา

ช่องยาทางเลือกในตารางนั้นครอบคลุมกรณีไม่มี Benzathine penicillin อยู่แล้ว การขาดยาจึงเป็นเหตุที่เอกสารรองรับให้ใช้ยาทางเลือก แต่ในหญิงตั้งครรภ์ เอกสารยังเขียนว่าควรให้การรักษาด้วยเพนิซิลลิน

Chat Love2Test

สรุป

แพ้เพนิซิลลินไม่ใช่ทางตันของการรักษาซิฟิลิส แต่เป็นเงื่อนไขที่ต้องให้ผู้ให้บริการออกแบบแผนใหม่ให้ตรงระยะ สิ่งที่ควรทำต่อมีสามข้อ หนึ่ง เล่าประวัติแพ้ยาให้ละเอียดตั้งแต่วันแรกที่ไปตรวจ สอง ถามให้ชัดว่าตัวเองอยู่ระยะไหน เพราะชุดยาทางเลือกของระยะต้นกับระยะปลายไม่เท่ากัน สาม จดวันนัดตรวจเลือดติดตามไว้ เพราะผลเลือดคือหลักฐานว่าการรักษาได้ผล

ข้อมูลในหน้านี้อ้างจากแนวทางฉบับ พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด ณ วันที่เขียนบทความนี้ หากอ่านย้อนหลังควรตรวจว่ามีฉบับใหม่กว่าหรือยัง การไปตรวจและเล่าประวัติให้ครบเป็นเรื่องปกติของการดูแลสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิด

แหล่งอ้างอิง