Mycoplasma genitalium (อ่านว่า ไมโคพลาสมา เจนิทาเลียม) คือแบคทีเรียขนาดเล็กมากที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และเป็นสาเหตุหนึ่งของท่อปัสสาวะอักเสบกับปากมดลูกอักเสบ คนที่มีเชื้อนี้จำนวนมากไม่มีอาการ และชุดตรวจแบบพื้นฐานมักไม่ได้หาเชื้อตัวนี้ให้โดยอัตโนมัติ แพทย์จึงมักนึกถึงมันต่อเมื่ออาการยังไม่หายหลังตรวจและรักษาหนองในเทียมไปแล้ว

ถ้าอ่านแค่บรรทัดเดียว ให้จำว่า เชื้อตัวนี้ตรวจได้ด้วยวิธีหาสารพันธุกรรมเท่านั้น ไม่ได้อยู่ในชุดตรวจทั่วไป และการเลือกยาต้องให้แพทย์ตัดสิน เพราะดื้อยาได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด

ภาพเชื้อ Mycoplasma genitalium พร้อมข้อมูลว่าเป็นแบคทีเรียติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หลายคนไม่มีอาการ และอาจต้องตรวจเพิ่มเติมเมื่ออาการไม่หาย

Mycoplasma genitalium คือเชื้ออะไร

เป็นแบคทีเรียที่อยู่ในทางเดินปัสสาวะและอวัยวะเพศ ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ เอกสารไทยเรียกทับศัพท์ตามชื่อเชื้อ ไม่ได้มีชื่อโรคไทยสั้น ๆ แบบซิฟิลิสหรือหนองใน หลายคนจึงได้ยินชื่อนี้ครั้งแรกตอนที่แพทย์อธิบายผลตรวจให้ฟัง

แนวทางของออสเตรเลีย (STI Guidelines Australia) จัดให้เชื้อนี้เป็นสาเหตุที่ยืนยันแล้วของท่อปัสสาวะอักเสบ ปากมดลูกอักเสบ และอุ้งเชิงกรานอักเสบ ทั้งยังเชื่อมโยงกับการคลอดก่อนกำหนด

ในไทย เชื้อนี้ถูกพูดถึงในแนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรค โดยอยู่ในบทเดียวกับโรคหนองในเทียม เพราะเป็นหนึ่งในเชื้อที่ทำให้เกิดอาการแบบนั้นได้ แปลว่าอาการที่คุณรู้สึกอาจเหมือนกันทุกอย่าง แต่ตัวเชื้อข้างในคนละตัว

Quicky

อาการเป็นอย่างไร ทำไมหลายคนไม่รู้ตัว

จุดที่ทำให้เชื้อนี้ถูกมองข้ามคือส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แนวทางออสเตรเลียระบุว่าเมื่อมีอาการ มักคล้ายคลามัยเดีย ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด มีของเหลวไหลจากท่อปัสสาวะ หรือไม่สบายบริเวณท่อปัสสาวะ ในผู้หญิงอาจมาด้วยอาการของปากมดลูกอักเสบหรืออุ้งเชิงกรานอักเสบ

ข้อสังเกตสำคัญคือ นอกจากเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์และอาการปวดอุ้งเชิงกราน อาการอื่นยังไม่พบว่าเชื่อมโยงกับเชื้อตัวนี้โดยเฉพาะ จึงไม่มีอาการชุดไหนที่ชี้ได้ทันทีว่าเป็นเชื้อนี้ การเดาจากอาการอย่างเดียวไม่พอ

แนวทางไทย พ.ศ. 2567 อธิบายอาการของกลุ่มโรคหนองในเทียมไว้ว่า ผู้ป่วยชายจะปัสสาวะแสบขัด อาจมีมูกใสหรือมูกขุ่น และคันที่ท่อปัสสาวะ ส่วนผู้ป่วยหญิงจะปัสสาวะแสบขัด แต่การติดเชื้อที่ปากมดลูกส่วนใหญ่ไม่มีอาการ และการติดเชื้อที่ช่องคอกับทวารหนักส่วนใหญ่ก็ไม่แสดงอาการ

ภาพปรียบเทียบ Mycoplasma genitalium กับหนองในเทียมจากคลามัยเดีย ในด้านอาการ วิธีตรวจ และแนวทางหลังรักษา

ต่างจากหนองในเทียมที่เกิดจากคลามัยเดียตรงไหน

ทั้งสองอยู่ในกลุ่มอาการเดียวกัน แต่แนวทางจัดการต่างกัน

ประเด็น Mycoplasma genitalium หนองในเทียมจากคลามัยเดีย
อาการที่พบบ่อย มักไม่มีอาการ ถ้ามีคือปัสสาวะแสบขัด มีของเหลวจากท่อปัสสาวะ ชายมักปัสสาวะแสบขัด มีมูกใสหรือมูกขุ่น หญิงที่ติดเชื้อที่ปากมดลูกส่วนใหญ่ไม่มีอาการ
คัดกรองคนไม่มีอาการ แนวทางออสเตรเลียยังไม่แนะนำ ยกเว้นคู่นอนของคนที่ตรวจพบเชื้อ แนวทางไทย 2567 แนะนำให้เลือกวิธีคัดกรองตามบริบทของสถานพยาบาล
วิธีที่ใช้ตรวจ ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเท่านั้น มีทั้งชุดตรวจแบบรู้ผลไว การย้อมสีดูเชื้อ และการตรวจหาสารพันธุกรรม
หลังรักษาแล้ว แนวทางออสเตรเลียแนะนำให้เว้นเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย จนตรวจซ้ำยืนยันว่าหาย แนวทางไทยแนะนำให้งดเพศสัมพันธ์จนได้ยาครบและอาการหายเป็นปกติ หรืออย่างน้อย 7 วันหลังเริ่มรักษา และจนคู่ได้รับการรักษา

สรุปคือ คลามัยเดียมีทางตรวจหลายทางและมีสูตรยาหลักชัดเจน ส่วนไมโคพลาสมา เจนิทาเลียม ต้องพึ่งการตรวจหาสารพันธุกรรม และมีเรื่องดื้อยาเข้ามาเกี่ยว

แพทย์จะนึกถึงเชื้อนี้เมื่อไร

แนวทางไทย พ.ศ. 2567 เขียนไว้ชัดว่า การตรวจหาสารพันธุกรรมในกลุ่มโรคหนองในเทียม แนะนำให้ใช้คัดกรองคลามัยเดียกับหนองในก่อน จากนั้นถ้ายังมีอาการปัสสาวะขัดเรื้อรังหรือระดูขาวผิดปกติ หลังได้รับการตรวจและรักษาคลามัยเดียไปแล้ว จึงพิจารณาตรวจหาเชื้อ Mycoplasma genitalium และเชื้อพยาธิในช่องคลอดต่อไป

องค์การอนามัยโลกวางลำดับคล้ายกันในแนวทางดูแลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีอาการ ฉบับปี 2021 คือถ้ามีของเหลวไหลจากท่อปัสสาวะแต่ผลตรวจหนองในและคลามัยเดียเป็นลบ ให้รักษาแบบท่อปัสสาวะอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากสองเชื้อนั้น และถ้าอาการกลับมาซ้ำหรือไม่ยอมหาย ให้ตรวจซ้ำด้วยวิธีหาสารพันธุกรรมหลังผ่านไป 21 วัน โดยครอบคลุมเชื้อตัวนี้ด้วย

แนวทางออสเตรเลียเพิ่มข้อบ่งชี้อีกไม่กี่ข้อ ได้แก่ ปากมดลูกอักเสบ อุ้งเชิงกรานอักเสบ เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ และคู่นอนปัจจุบันของผู้ที่ตรวจพบเชื้อ

ถ้าตรวจแล้วผลลบแต่อาการยังอยู่ อ่านต่อได้ที่ผลตรวจ STI เป็นลบแต่ยังมีอาการ

Love2Test

รักษาอย่างไร ทำไมซื้อยากินเองถึงเสี่ยง

แนวทางไทย พ.ศ. 2567 จัดเชื้อนี้ไว้ในหัวข้อการรักษากรณีที่การรักษาหลักไม่ได้ผล พร้อมตารางยาที่ให้ยาปฏิชีวนะเรียงต่อกันเป็นลำดับ ไม่ใช่ยาตัวเดียวจบ ขนาดยาและจำนวนวันเป็นเรื่องที่แพทย์ต้องเลือกรายคน บทความนี้จึงไม่ระบุขนาดยา

เหตุผลที่ต้องให้แพทย์เลือกคือปัญหาเชื้อดื้อยา แนวทางออสเตรเลียรายงานว่าในประเทศเขา การดื้อยากลุ่มมาโครไลด์ (กลุ่มที่มีอะซิโทรมัยซินอยู่ด้วย) เกินร้อยละ 60 ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ และเกินร้อยละ 80 ในชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ส่วนการดื้อยากลุ่มฟลูออโรควิโนโลนก็เพิ่มขึ้นจนใกล้ร้อยละ 20 ในหลายเมืองใหญ่

ข่าวดีคือเมื่อใช้การตรวจหายีนดื้อยามาช่วยเลือกสูตรยา อัตราหายจากการรักษาครั้งแรกเพิ่มจากราวร้อยละ 60 เป็นมากกว่าร้อยละ 90 ตามข้อมูลในแนวทางฉบับเดียวกัน การหยิบยาปฏิชีวนะมากินเอง จึงไม่ได้แค่ไม่หาย แต่ทำให้ทางเลือกในอนาคตแคบลงด้วย

แนวทางไทยเองก็เตือนไว้ในบทโรคหนองในว่า ยารับประทานเป็นเพียงทางเลือกสำหรับผู้ป่วยหรือสถานพยาบาลที่มีข้อจำกัดในการฉีดยา และกำกับตรง ๆ ว่า "ไม่แนะนำให้ซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากอาจเกิดภาวะดื้อยา"

อีกข้อที่มักถูกมองข้ามคือ แนวทางไทยระบุว่าผู้ที่มีอาการท่อปัสสาวะอักเสบเรื้อรังแต่ตรวจไม่พบทั้งการติดเชื้อและการอักเสบ ไม่แนะนำให้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

ปล่อยไว้เสี่ยงอะไร ป้องกันได้อย่างไร

ภาวะแทรกซ้อนที่แนวทางออสเตรเลียระบุไว้ ได้แก่ อุ้งเชิงกรานอักเสบ การแท้งเอง และการคลอดก่อนกำหนด ส่วนบทบาทในภาวะมีบุตรยากจากท่อนำไข่ การอักเสบที่ทวารหนัก และข้ออักเสบหลังติดเชื้อ หลักฐานยังมีจำกัด จึงยังไม่ควรฟันธง

ส่วนการป้องกันใช้หลักเดียวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น

  • ใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทุกช่องทาง
  • ถ้าตรวจพบเชื้อ ให้คู่นอนปัจจุบันไปตรวจด้วย แม้ไม่มีอาการ ตามคำแนะนำของแนวทางออสเตรเลีย
  • เว้นการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนเดิมที่ยังไม่ได้ตรวจ
  • ถ้าจะตรวจซ้ำยืนยันว่าหาย ไม่ควรตรวจเร็วกว่า 14–21 วันนับจากกินยาครบ เพราะตรวจเร็วเกินไปอาจได้ผลบวกลวง
  • อ่านภาพรวมของโรคกลุ่มนี้เพิ่มได้ที่คลังความรู้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)

องค์การอนามัยโลกระบุในเอกสารข้อมูลโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาของโรคอื่นนอกจากหนองใน เช่น Mycoplasma genitalium มีอยู่จริง แต่ยังไม่ได้ถูกเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบ

ภาพคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจ อาการ การรักษา และการนัดตรวจ Mycoplasma genitalium แบบเป็นส่วนตัว

คำถามที่พบบ่อย

ตรวจแพ็กเกจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วไปแล้ว จะเจอเชื้อนี้ไหม

ไม่แน่เสมอไป เพราะต้องใช้วิธีตรวจหาสารพันธุกรรม ซึ่งไม่ได้อยู่ในทุกแพ็กเกจ วิธีที่ตรงที่สุดคือถามว่ารายการตรวจครอบคลุมเชื้ออะไรบ้าง

ไม่มีอาการเลย ควรขอตรวจหาเชื้อนี้ไว้ก่อนไหม

แนวทางออสเตรเลียยังไม่แนะนำให้คัดกรองในคนที่ไม่มีอาการ เหตุผลคือยังรู้ธรรมชาติของโรคไม่ครบ เชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้น และยาที่ได้ผลเข้าถึงยากขึ้น ข้อยกเว้นคือคนที่คู่นอนตรวจพบเชื้อนี้ แนวทางเดียวกันแนะนำให้เสนอการตรวจแม้ยังไม่มีอาการ

รักษาแล้วหายขาดไหม หรือเป็นซ้ำได้

เป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย จึงรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม แต่ถ้าเชื้อดื้อยาหรือคู่นอนยังไม่ได้รักษา ก็มีโอกาสไม่หายหรือกลับมาใหม่ แนวทางออสเตรเลียให้ดูอาการที่เหลืออยู่และความเสี่ยงติดซ้ำ ก่อนตัดสินใจตรวจซ้ำ

อยากไปตรวจแบบเป็นส่วนตัว เริ่มจากตรงไหน

เลือกสถานบริการที่สบายใจแล้วนัดล่วงหน้า จะได้มีเวลาเล่าอาการให้ครบ ถ้าต้องการนัดออนไลน์ ระบบนัดหมายตรวจของ Love2Test เป็นอีกทางหนึ่ง

Chat Love2Test

สรุป

Mycoplasma genitalium เป็นแบคทีเรียติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ส่วนใหญ่เงียบ ไม่มีอาการเฉพาะตัวให้เดา และไม่ได้อยู่ในชุดตรวจพื้นฐาน แนวทางไทย พ.ศ. 2567 กับองค์การอนามัยโลกวางลำดับตรงกันว่า ให้ตรวจหาหนองในและคลามัยเดียก่อน แล้วค่อยพิจารณาหาเชื้อตัวนี้เมื่ออาการยังไม่หายหลังรักษาไปแล้ว

เรื่องสำคัญที่สุดคือการรักษา เพราะเชื้อดื้อยาได้สูง ถ้ามีอาการผิดปกติหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือรักษาแล้วอาการยังอยู่ การไปเล่าให้บุคลากรทางการแพทย์ฟังตรง ๆ เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิด

แหล่งอ้างอิง