STI ในผู้มีเชื้อเอชไอวี ดูแลต่างจากคนอื่นไหม คำตอบคือต่างเป็นบางโรค แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของไทย พ.ศ. 2567 ไม่ได้สรุปรวมไว้ แต่เขียนหมายเหตุสำหรับผู้มีเชื้อเอชไอวีไว้ทีละโรค ผู้เขียนอ่านครบสิบสี่บทแล้วนับได้ว่า สิบเอ็ดบทให้รักษาหรือใช้ยาเหมือนผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี โดยบางบทมีข้อเพิ่มหรือข้อยกเว้น ส่วนอีกสามบทเขียนเรื่องยาหรือสถานที่รักษาไว้ต่างออกไป
STI ในผู้มีเชื้อเอชไอวี รักษาต่างจากคนอื่นไหม
แนวทางไทยฉบับ พ.ศ. 2567 จัดเนื้อหาเป็นบทแยกรายโรคสิบสี่บท ทุกบทมีหัวข้อสั้น ๆ ว่าถ้าผู้มารับบริการมีเชื้อเอชไอวีด้วย ควรดูแลอย่างไร บทที่หัวข้อนี้เขียนเพียงว่าให้รักษาเหมือนผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี ได้แก่ โรคหนองใน โรคหนองในเทียม โรคซิฟิลิส โรคแบคทีเรียลวาจิโนซิส และโรคโลน
ถ้ากังวลว่าจะถูกปฏิเสธการรักษา หรือได้ยาต่างจากคนอื่นโดยไม่รู้เหตุผล หัวข้อนี้ทั้งสิบสี่บทไม่มีบทไหนเขียนให้งดรักษา ถ้าได้รับการรักษาที่ต่างจากที่อ่าน ถามผู้ให้บริการได้ว่าเพราะอะไร
ส่วนภาพกว้างของโรคกลุ่มนี้ องค์การอนามัยโลกเขียนว่าเชื้อแปดชนิดเกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดมากที่สุด สี่ชนิดรักษาให้หายได้ในปัจจุบัน คือซิฟิลิส หนองใน คลามิเดีย และพยาธิช่องคลอด อีกสี่ชนิดเป็นไวรัส คือไวรัสตับอักเสบบี เริม เอชไอวี และเอชพีวี
เทียบรายโรค แนวทางไทยบันทึกอะไรไว้สำหรับกลุ่มนี้
ตารางนี้ยกมาแปดจากสิบสี่บท เฉพาะสิ่งที่แนวทางไทย พ.ศ. 2567 เขียนไว้สำหรับผู้มีเชื้อเอชไอวี ไม่ใช่วิธีรักษาทั้งบท เพราะเรื่องยาเป็นการตัดสินใจของผู้สั่งใช้ยารายคน คอลัมน์ขวาเป็นข้อเสนอของผู้เขียน
| โรค | แนวทางไทย พ.ศ. 2567 บันทึกไว้ว่า | สิ่งที่ถามหรือทำได้ |
|---|---|---|
| หนองใน และหนองในเทียม | ให้การรักษาเหมือนผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี | ถ้าได้รับการรักษาต่างจากนี้ ถามเหตุผลได้ |
| ซิฟิลิส | ให้รักษาเหมือนกัน ส่วนตารางนัดตรวจเลือดติดตามผลแยกแถวตามสถานะเอชไอวี | ถามกำหนดนัดของตัวเองจากผู้ให้บริการ |
| เริมที่อวัยวะเพศและทวารหนัก | อาการอาจรุนแรงเป็นเริมแบบนูนหนาซึ่งหายช้า การรักษาอาจต้องปรับยา และอาจต้องให้ยานานจนแผลหาย | เรื่องปรับยาเป็นของแพทย์ ไม่ปรับเอง |
| แผลริมอ่อน | ใช้ยาได้เหมือนกัน แต่แผลอาจหายช้าและใช้เวลารักษานานขึ้น ถ้าแผลไม่หายหลังได้ยาครบ ให้พบผู้เชี่ยวชาญ | ครบกำหนดแล้วแผลยังอยู่ ให้กลับไปบอก |
| ฝีมะม่วง | ให้การรักษาเหมือนกัน แต่ระยะเวลาการรักษาจะยาวนานขึ้นจนอาการหายเป็นปกติ | อย่าหยุดการรักษากลางทางเพราะรู้สึกดีขึ้น |
| หูดหงอนไก่ | ให้การรักษาเหมือนผู้ป่วยทั่วไป แต่หูดอาจตอบสนองต่อการรักษาไม่ดีนัก และมีโอกาสกลับเป็นซ้ำบ่อย กรณีนี้ให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ | ถามว่าควรพบผู้เชี่ยวชาญที่ไหน |
| อุ้งเชิงกรานอักเสบ | ควรให้พักรักษาในโรงพยาบาลและรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ | อาจไม่ใช่การรักษาแบบรับยากลับบ้าน |
บทที่ไม่ได้ยกมามีทั้งบทที่เขียนว่ารักษาเหมือนกัน และบทที่มีหมายเหตุเรื่องการให้ยา เช่น โรคพยาธิช่องคลอด โรคเชื้อราในช่องคลอด และโรคหิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้สั่งใช้ยาตัดสิน

โรคที่แผลหายช้ากว่า และกรณีที่แนวทางให้พบผู้เชี่ยวชาญ
โรคที่แนวทางไทยเขียนถึงการหายช้าในผู้มีเชื้อเอชไอวีคือเริมที่อวัยวะเพศและทวารหนัก กับแผลริมอ่อน ส่วนฝีมะม่วง แนวทางเขียนว่าระยะเวลารักษาจะยาวนานขึ้น แผลริมอ่อนกับฝีมะม่วงใช้ยาเหมือนผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี ขณะที่เริมอาจต้องปรับยา
หัวข้อเหล่านี้ไม่ได้อธิบายว่าเพราะอะไรแผลจึงหายช้า ผู้เขียนจึงไม่เดาเหตุผลแทน
จุดที่แนวทางเขียนชัดคือแผลริมอ่อนที่ไม่หายหลังได้ยาครบ ให้พบผู้เชี่ยวชาญ และบทโรคหูดข้าวสุกเขียนว่าถ้าไม่หายให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้เขียนอ่านว่าอาการที่ยังไม่หายเป็นเรื่องที่ควรกลับไปบอก ไม่ใช่ทนรอ สิ่งที่ช่วยได้คือจดวันที่เริ่มรักษาและชื่อยาที่ได้รับไว้ แล้วกลับไปตามนัดพร้อมข้อมูลนั้น และไม่ควรซื้อยามาใช้เองเพิ่มระหว่างรอ
โรคที่กลับเป็นซ้ำบ่อยกว่า และการนัดติดตามที่มากครั้งกว่า
โรคที่แนวทางไทยเขียนถึงการกลับเป็นซ้ำในผู้มีเชื้อเอชไอวีคือ หูดหงอนไก่ โดยเขียนว่าในผู้มีเชื้อเอชไอวีหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หูดอาจมีจำนวนมากหรือขนาดใหญ่ ตอบสนองต่อการรักษาไม่ดีนัก และมีโอกาสกลับเป็นซ้ำบ่อย กรณีนี้ให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ส่วนแนวทางของออสเตรเลียเขียนว่า หูดในผู้มีเชื้อเอชไอวีอาจตอบสนองต่อการรักษาได้ไม่ดี อาจต้องรักษาเป็นรอบที่ยาวกว่า และมีแนวโน้มกลับเป็นซ้ำมากกว่า แนวทางไทยไม่ได้เขียนเรื่องรอบการรักษาที่ยาวกว่า
เรื่องการติดตาม บทโรคซิฟิลิสมีตารางนัดตรวจเลือดหลังรักษาที่แยกแถวตามสถานะเอชไอวี แถวของผู้มีเชื้อเอชไอวีมีจำนวนครั้งที่นัดมากกว่า
สิ่งที่ช่วยให้ผู้ให้บริการวางแผนได้ตรงกับตัวคุณ
หมายเหตุของแนวทางหลายข้อเป็นเรื่องเวลาและการติดตาม ผู้เขียนจึงเสนอให้เตรียมข้อมูลที่ทำให้ผู้ให้บริการเห็นเส้นเวลาของคุณ
- บอกว่ามีเชื้อเอชไอวีและกำลังรับการรักษาอยู่ รวมถึงชื่อยาที่ใช้ประจำและโรคร่วมอื่น จะบอกหรือไม่เป็นการตัดสินใจของคุณ ถ้ากังวลเรื่องความลับ ถามก่อนได้ว่าข้อมูลนี้ใครเห็นบ้าง
- บอกตำแหน่งที่มีการสัมผัส เพราะบางตำแหน่งต้องเก็บตัวอย่างเพิ่ม อ่านเหตุผลได้ที่ ตรวจ STI ตามตำแหน่งสัมผัส
- บอกว่าเคยรักษาโรคนี้มาก่อนหรือไม่ เริ่มรักษาเมื่อไร และตอนนั้นอาการเปลี่ยนไปอย่างไร
- เอาใบผลตรวจหรือใบนัดล่าสุดที่มีอยู่ไปด้วย แม้จะเป็นของคลินิกอื่น
- ถามก่อนออกจากห้องตรวจว่าถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ควรกลับมาเมื่อไรและกลับมาที่ไหน
แนวทางไทยเขียนไว้ท้ายหลายบทว่า แนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบบี ในผู้มารับบริการทุกราย ถ้าเจ้าหน้าที่ขอตรวจหลายอย่างในครั้งเดียว ข้อนี้คือที่มา เรื่องโรคกลุ่มนี้อ่านต่อได้ที่คลังความรู้ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) หน้า STI: รู้ทัน ตรวจเป็น และรักษาได้
คำถามที่พบบ่อย
เป็นหนองในตอนที่อยู่กับเอชไอวี ได้ยาชุดเดียวกับคนอื่นไหม
บทโรคหนองในของแนวทางไทย พ.ศ. 2567 เขียนว่าให้การรักษาเหมือนผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี ส่วนจะได้ยาอะไรและนานเท่าไร เป็นเรื่องที่ผู้สั่งใช้ยาตัดสิน
ทำไมเจ้าหน้าที่ขอตรวจในปากและลำคอด้วย
สำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก แนวทางไทยให้ตรวจดูในช่องปากและลำคอ เพื่อหารอยโรคของโรคกลุ่มนี้ เช่น ผื่น แผล หรือหูด และรอยโรคในปากบางอย่างที่แนวทางระบุว่าพบในผู้มีเชื้อเอชไอวี
หูดหงอนไก่ที่กลับมาอีก แปลว่ารักษาไม่ได้ผลหรือเปล่า
แนวทางไทยเขียนว่าในผู้มีเชื้อเอชไอวีหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หูดมีโอกาสกลับเป็นซ้ำบ่อย และให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในกรณีนั้น ส่วนการกลับมาแปลว่าอะไรในกรณีของคุณ ให้แพทย์เป็นผู้บอก
แผลยังไม่หายหลังได้ยาครบ ควรทำอย่างไรต่อ
กลับไปที่หน่วยบริการเดิมพร้อมข้อมูลว่าเริ่มรักษาวันไหน ได้ยาอะไร และอาการเปลี่ยนไปอย่างไร แนวทางไทยเขียนถึงแผลริมอ่อนในผู้มีเชื้อเอชไอวีว่า ถ้าแผลไม่หายหลังได้ยาครบ ให้พบผู้เชี่ยวชาญ ผู้เขียนแนะนำว่าไม่ควรซื้อยาชุดใหม่มาใช้เองแทน
หมายเหตุเหล่านี้แปลว่าต้องเจอทุกข้อไหม
แนวทางใช้คำว่า อาจ ในหลายข้อ เช่น อาการเริมอาจรุนแรง แผลริมอ่อนอาจหายช้า หูดอาจมีจำนวนมาก ไม่ได้เขียนว่าเกิดกับทุกคน ในหัวข้อสำหรับผู้มีเชื้อเอชไอวี มีบทหูดหงอนไก่บทเดียวที่เขียนคู่กับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และไม่มีบทไหนเอ่ยถึงระดับภูมิคุ้มกันหรือการกินยาต้านไวรัส ถ้าอยากรู้ว่ากรณีของคุณเป็นอย่างไร ให้ถามแพทย์ที่ดูแลเอชไอวีของคุณ
สรุป
- แนวทางไทย พ.ศ. 2567 เขียนหมายเหตุสำหรับผู้มีเชื้อเอชไอวีไว้รายโรค ผู้เขียนนับได้ว่าสิบเอ็ดจากสิบสี่บทให้รักษาหรือใช้ยาเหมือนผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี
- เริมที่อวัยวะเพศและทวารหนักกับแผลริมอ่อน แผลอาจหายช้า ฝีมะม่วงใช้เวลารักษานานขึ้น และเริมอาจต้องปรับยา ซึ่งเป็นการตัดสินใจของแพทย์
- ในผู้มีเชื้อเอชไอวี หูดหงอนไก่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำบ่อยตามแนวทางไทย ซึ่งให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และแนวทางของออสเตรเลียเขียนว่ามีแนวโน้มกลับเป็นซ้ำมากกว่า
- อุ้งเชิงกรานอักเสบ แนวทางไทยเขียนว่าควรให้พักรักษาในโรงพยาบาล
- ถ้าแผลไม่หายหลังได้ยาครบ ให้กลับไปบอกผู้ให้บริการ และไม่ซื้อยามาใช้เอง
ผู้เขียนอ่านหมายเหตุเหล่านี้ว่าเป็นข้อที่เขียนให้ผู้ให้บริการติดตามให้นานพอ ไม่ใช่ป้ายบอกว่าใครรักษายาก และหลายข้อใช้คำว่า อาจ ไม่ได้เกิดกับทุกคน
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ


