โรคเอดส์ | ระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ HIV

โรคเอดส์ ระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ HIV

โรคเอดส์ (Acquired Immunodeficiency Syndrome: AIDS) คือ โรคที่ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ โดยไวรัสเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า CD4 ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายลดต่ำลง ทำให้มีโอกาสเกิดการติดเชื้อโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ เช่น 

  • วัณโรค 
  • ปอดบวม 
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

โรคเอดส์ติดต่อทางไหนบ้าง ?

  1. ทางเลือด
  2. จากแม่สู่ลูกในครรภ์
  3. การใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน
  4. การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

โรคเอดส์สาเหตุเกิดจากอะไร ?

โรคเอดส์ สาเหตุเกิดจากอะไร

โรคเอดส์ (Immune deficiency syndrome: AIDS) เกิดจากการติดเชื้อเอชไอวี (Human immunodeficiency virus: HIV)  ในร่างกาย และมีการดำเนินโรคไปแล้วเป็นระยะเวลาประมาณ 10 ปี เชื้อ HIV จึงพัฒนาสู่โรคเอดส์เต็มขั้น เมื่อเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย จนทำให้ไม่มีภูมิต้านทานเพียงพอในการป้องกันตนเองจากเชื้อโรคภายนอกที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดโรคเฉียบพลัน โรคแทรกซ้อน หรือโรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่มีความรุนแรง และยากแก้การรักษา

อาการของโรคเอดส์

ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ที่มีการดำเนินโรคมาจนถึงระยะที่ 3 หรือ 10 ปีโดยประมาณหลังติดเชื้อ HIV หรือระยะโรคเอดส์เต็มขั้นแล้วเท่านั้น จึงจะปรากฏสัญญาณและอาการของโรคเอดส์ โดยส่วนมาก อาการของโรคเอดส์คือการเกิดขึ้นของโรคแทรกซ้อน หรือโรคฉวยโอกาสอื่น ๆ อันเนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลาย ส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ไข้เรื้อรัง วัณโรค โรคปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ท้องเสียเรื้อรัง ร่างกายอ่อนเพลีย น้ำหนักลด มีผื่นคันตามตัว ผู้ที่เป็นโรคเอดส์เต็มขั้นส่วนใหญ่ มักมีอายุได้เพียง 2-3 ปี แล้วจึงเสียชีวิต

การรักษาโรคเอดส์

แพทย์จะให้ ยาต้านไวรัสในกลุ่ม ARV (Antiretroviral drugs) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด เพื่อต่อสู้ และช่วยกันยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส HIV ยาจะออกฤทธิ์ควบคุมไม่ให้ไวรัสมีการแพร่กระจายและพัฒนาไปสู่การเจ็บป่วยในขั้นที่รุนแรงอย่างเอดส์ พร้อมกับช่วยฟื้นฟูและชะลอความเสื่อมของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีสภาพร่างกายที่แข็งแรงเป็นปกติให้มากที่สุด

โรคเอดส์ป้องกันได้อย่างไร ?

โรคเอดส์ ป้องกันได้อย่างไร
  • สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ
  • รับประทานยา PrEP
  • รับประทานยา PEP
  • ตรวจเลือด หรือตรวจสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องที่นี่

ขอบคุณข้อมูล : medparkhospital

โรคเอดส์ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ มีเพียงแต่ยาที่ช่วยในการชะลอการพัฒนาโรค คือ ยาต้านเอชไอวี หรือยาต้านรีโทรไวรัส (Antiretrovirals: ARVs) ยาจะออกฤทธิ์ควบคุมไม่ให้ไวรัสมีการแพร่กระจายและพัฒนาไปสู่การเจ็บป่วยในขั้นที่รุนแรงอย่างเอดส์