ตรวจเอชไอวีหลังเสี่ยงกี่วัน ตรวจแบบไหนดี?

เชื้อไวรัสเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus หรือ HIV) เป็นไวรัสที่สามารถนำไปสู่โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคเอดส์ได้ ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง จากการที่ เชื้อเอชไอวี มันจะทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคต่าง ๆ ผลลัพธ์ คือ การบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายอ่อนแอ และเสี่ยงต่อการติดเชื้ออื่นๆ และมะเร็งหลายชนิด

หากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี การไปตรวจเอชไอวี เพื่อให้รู้ว่าติดเชื้อเอชไอวีแล้วหรือไม่ เป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อที่จะได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส  แม้ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ สิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้เพื่อปกป้องตนเอง คือ การรู้ถึงสถานะกาติดเชื้อเอชไอวีของตนเอง เพราะการตรวจเจอเชื้อเอชไอวีตั้งแต่เนิ่นๆ นั้นช่วยลดความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อนอันตรายอย่างโรคเอดส์ (AIDs) รวมถึงช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปยังผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจได้ 

ตรวจเอชไอวีหลังเสี่ยงกี่วัน ตรวจแบบไหนดี

การตรวจเอชไอวี คืออะไร?

การตรวจเอชไอวี คือ การนำสารคัดหลั่งจากร่างกายไปตรวจหาเชื้อเอชไอวี ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม ซึ่งมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บตัวอย่างได้จากการขูดเซลล์ หรือน้ำลายในช่องปาก แต่ที่นิยมในปัจจุบัน ก็คือ การตรวจเลือด ซึ่งมีให้บริการทั่วไปตามคลินิก และโรงพยาบาลต่างๆ นอกจากนี้หากไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ก็สามารถปรึกษาเภสัชกรเพื่อซื้อชุดตรวจเอชไอวี แบบตรวจเชื้อเอชไอวีด้วยตัวเองมาใช้ได้ แต่หากได้ผลตรวจเป็นบวก ก็ยังคงต้องตรวจยืนยันผลอีกครั้งในห้องปฏิบัติการด้วยเช่นกัน ซึ่งการตรวจเอชไอวีแต่ละรูปแบบสามารถตรวจพบเชื้อได้ภายในระยะเวลาที่แตกต่างกัน และการตรวจเอชไอวีหลังจากเจอสถานการณ์ที่เสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี นั้นจะต้องพิจารณาเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง เวลาที่ติดเชื้อ และวิธีการตรวจที่เหมาะสม เพื่อผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถืออีกด้วย

ทำไมต้องตรวจเอชไอวี

โดยทั่วไปผู้ติดเชื้อเอชไอวี จะไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็นชัดเจน กว่าที่อาการจะเริ่มแสดงออกมาเชื้อเอชไอวี ก็อาจลุกลามรุนแรงมากขึ้น ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลงต่ำมาก จนเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา เช่น โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมซิสติส (Pneumocystis Carinii Pneumonia : PCP หรือ วัณโรค (Tubercolosis) เป็นต้น

ดังนั้น หากมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อเอชไอวี ควรเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ยิ่งถ้ามีพฤติกรรมที่เสี่ยงอยู่แล้ว ควรที่จะตรวจหาเชื้อเอชไอวีบ่อยๆ ด้วยเช่นเดียวกับ การตรวจสุขภาพประจำปี รวมถึงชวนคู่นอนของตัวเอง เข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย เพราะการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความกังวลใจ ถ้าผู้รับการตรวจ มีผลเป็นบวก ติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง รวดเร็ว ได้รับทราบข้อมูลในการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รวมถึงเทคนิคในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคเพื่อลดความเสี่ยงที่จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนนำไปสู่ผู้ป่วยโรคเอดส์เต็มขั้น และเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี หรือถ้ามีผลเลือดเป็นลบ จะได้รับทราบข้อมูลในการปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อในอนาคตต่อไป

การตรวจเอชไอวี มีกี่แบบ

การตรวจเอชไอวี มีกี่แบบ?

การตรวจหาเชื้อเอชไอวี แพทย์จะทำการเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำที่แขนของเรา และเลือดจะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อทำการทดสอบ และวินิจฉัยหาเชื้อเอชไอวี โดยวิธีการตรวจเลือดหาเชื้อไวรัสเอชไอวีในปัจจุบัน มี 4 แบบหลัก ๆ คือ 

  • การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อเอชไอวี (HIV p24 Antigen Testing) คือ การตรวจโปรตีนของเชื้อที่ชื่อว่า p24 Antigen   เป็นการตรวจการติดเชื้อในระยะแรก  ซึ่งร่างกายผู้ได้รับเชื้อเอชไอวี ยังไม่สร้างแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV) หรือมีระดับแอนติบอดีที่ต่ำ จนไม่สามารถตรวจวัดได้ 
  • การตรวจหาแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV Testing) คือ การตรวจหาภูมิคุ้มกัน (Antibody) ของร่างกายที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองการที่มีเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย ถึงผลเลือดจะออกมาเป็นลบ (Negative = ไม่พบเชื้อเอชไอวี) แพทย์จะลงความเห็นว่า เชื้ออยู่ในช่วงระยะฟักตัว หรือยังตรวจไม่พบด้วยวิธีการตรวจแบบ Anti-HIV
  • การตรวจโดยใช้ชุดตรวจแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อเอชไอวี และตรวจแอนติเจนของเชื้อเอชไอวีพร้อมกัน (HIV Ag/Ab Combination Assay) หรือเรียกอีกอย่างว่า ตรวจแบบใช้น้ำยา Fourth Generation ซึ่งเป็นการตรวจ Anti-HIV และ HIV p24 Antigen ในคราวเดียวกัน ปัจจุบันน้ำยาประเภทนี้มีการใช้อย่างแพร่หลาย 
  • การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี หรือ Nucleic Acid Test (NAT) เป็นวิธีที่มีความไวมากที่สุด คือ การตรวจ HIV RNA หรือ Proviral DNA นี้ มีการใช้เพื่อติดตามปริมาณไวรัส (Viral Load) ก่อน และหลังการรักษา ซึ่งเป็นวิธีที่มีความรวดเร็วมาก แพทย์มักจะนิยมใช้กับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการรับเชื้อเอชไอวี และปัจจุบันวิธีนี้ใช้ในการตรวจคัดกรองเลือดผู้บริจาคโลหิต แต่ยังไม่นำมาใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อเอชไอวีในสถานพยาบาล

ตรวจเอชไอวี หลังเสี่ยงกี่วัน?

การตรวจเอชไอวีในปัจจุบันสามารถพบเชื้อได้หลังรับมาภายใน 30 วัน โดยอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ดังนี้

  • การตรวจหาแอนติเจนของเชื้อเอชไอวี (HIV p24 Antigen Testing) โดยสามารถตรวจได้ภายหลังการติดเชื้อประมาณ 14-15 วัน
  • การตรวจหาแอนติบอดีที่จำเพาะต่อเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV Testing) คือ โดยสามารถตรวจได้ภายหลังการติดเชื้อประมาณ 3-4 สัปดาห์ หรือ 21-30 วัน หรือประมาณ 1 เดือน 
  • การตรวจโดยใช้ชุดตรวจแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อเอชไอวี และตรวจแอนติเจนของเชื้อเอชไอวีพร้อมกัน (HIV Ag/Ab Combination Assay) โดยสามารถตรวจพบเชื้อเอชไอวีได้เร็วที่สุด 2 สัปดาห์  หรือ 14-15 วัน หลังติดเชื้อเอชไอวี
  • การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี หรือ Nucleic Acid Test (NAT)  สามารถตรวจการติดเชื้อเอชไอวีได้ตั้งแต่ 3-7 วันหลังติดเชื้อเอชไอวี โดยไม่ต้องรอ 14 วัน 

อย่างไรก็ตาม แม้ตรวจในรอบแรกจะไม่พบเชื้อ แต่ก็ควรมาตรวจซ้ำอีกครั้งหลังผ่านไปแล้ว 3 เดือน เพื่อป้องกันผลคลาดเคลื่อน

ตรวจเอชไอวี ตรวจได้ที่ไหนบ้าง?

  • สามารถใช้สิทธิในการตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ฟรี ปีละ 2 ครั้งที่คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย
  • สามารถใช้สิทธิในการตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ฟรี ปีละ 2 ครั้งที่โรงพยาบาลรัฐ ศูนย์อนามัย หรือคลินิกที่ร่วมรายการ
  • สามารถขอรับบริการตรวจหาเชื้อเอชไอวี และขอคำปรึกษาได้ที่โรงพยาบาล หรือหน่วยบริการประจำตามสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพ รวมถึงสามารถเข้ารับการตรวจได้ที่ห้องปฏิบัติการ หรือคลินิกเทคนิคการแพทย์ทั้งของภาครัฐ และเอกชนได้ เช่นกัน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

การตรวจแบบไหนดีนั้น ขึ้นอยู่กับความเร่งด่วน และความมั่นใจของผลลัพธ์ที่ต้องการ หากต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็ว และมีความเชื่อถือสูง การทดสอบรวดเร็ว (Rapid Test) เป็นทางเลือกที่ดี ในขณะที่การตรวจทางห้องปฏิบัติการมักจะมีความแม่นยำสูง และมั่นใจได้ แต่ต้องรอผลการตรวจเป็นเวลานานกว่า อย่างไรก็ตาม, ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อข้อเสนอแนะที่เหมาะสมต่อความเร่งด่วนและความมั่นใจในผลลัพธ์ที่ต้องการ