คุณรู้จักโรคฝีมะม่วง หรือกามโรคต่อมน้ำเหลือง หรือไม่?

โรคฝีมะม่วง หรือ กามโรคต่อมน้ำเหลือง หรือกามโรคท่อน้ำเหลือง (Lymphogranuloma venereum : LGV ) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดความผิดปกติของต่อม และท่อน้ำเหลือง และมักจะมีอาการเรื้องรั้ง โดยส่วนใหญ่ โรคนี้จะพบได้บ่อยในผู้ชายที่รักร่วมเพศ และผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยจะมีกิดตุ่ม หรือแผลขนาดเล็กที่อวัยวะเพศก่อน จากนั้นต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบจะอักเสบ ทำให้เกิดอาการปวดบวม เดินลำบาก หากที่รูทวารเกิดการอักเสบ หรือมีแผล จะรู้สึกปวดบริเวณก้นตลอดเวลา อาจถ่ายไม่ออกหรือท้องร่วง หรือรูทวารตีบตันได้ ส่วนผู้หญิงที่ป่วยเป็นฝีมะม่วงจะทำให้อุ้งเชิงกรานอักเสบ ส่งผลให้ท้องนอกมดลูกได้ หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง รวมทั้งภาวะมีบุตรยาก

คุณรู้จักโรคฝีมะม่วง หรือกามโรคต่อมน้ำเหลือง หรือไม่

สาเหตุโรคฝีมะม่วง

เกิดจากเชื้อแบคทีเรียคลาไมเดีย ทราโคมาติส (Chlamydia Tracho matis) ชนิด L1, L2, L3 ติดต่อโดยการร่วมเพศ ทั้ง ทางช่องคลอด ทางปาก และทางทวารหนักหรือ สัมผัสถูกหนองของฝีมะม่วงโดยตรง ทำให้เกิดแผลขนาดเล็ก ไม่เจ็บ ที่อวัยวะเพศก่อน ซึ่งเพราะไม่เจ็บ บางครั้งผู้ป่วยจึงไม่สังเกตเห็น ต่อมาจะทำให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ ทำให้เกิดอาการปวดบวม เดินลำบาก เรียกตามภาษาทั่วไปว่า ไข่ดันบวม 

อาการของโรคฝีมะม่วง

ระยะที่ 1

เมื่อได้รับเชื้อฝีมะม่วงจะแสดงอาการของโรคภายใน 3 สัปดาห์หลังติดเชื้อ โดยจะเกิดแผลสด แผลพุพอง ขนาดเล็ก 1-6 มิลลิเมตร ในบริเวณที่ติดเชื้อ เช่น อวัยวะเพศชาย ช่องคลอด ภายในช่องปาก ไม่มีอาการปวด แผลหายเองใน 2-3 วัน

ระยะที่ 2

เมื่อได้รับเชื้อแล้ว อาการของโรคจะปรากฏประมาณ 10-13 วัน และอาจกำเริบรุนแรงขึ้น ซึ่งใช้เวลานานหลายเดือน โดยจะแสดงอาการ ดังนี้

  • ผู้ชายจะมีเป็นก้อน ตุ่มนูนขนาดใหญ่ บวม อักเสบ ปวด ที่บริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ 
  • ผู้หญิงจะพบเป็นฝีในท้องน้อย เดินลำบาก อวัยวะเพศอักเสบ 
  • ระยะนี้อาจมีอาการปวดเมื่อย มีไข้ คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ส่วนบางรายที่ติดเชื้อทางช่องปาก จะพบว่าต่อมน้ำลาย และต่อมน้ำเหลืองที่คอติดเชื้อ ส่วนผู้ป่วยที่ติดเชื้อทางทวารหนัก อาจมีอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด
อาการของโรคฝีมะม่วง

ระยะที่ 3

ในระยะนี้จะปรากฏอาการของโรคหลังจากติดเชื้อไปแล้วประมาณหลายเดือน หรือนานจนถึง 20 ปี โดยมักเกิดในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หรือระยะที่ 1 ทำให้เกิดการทิ้งรอยโรคไว้ แม้จะหายไปแล้ว แต่อาจมีอาการซ้ำได้แม้จะผ่านไป 20 ปีก็ตาม ตัวอย่างอาการ เช่น แผลที่อวัยวะเพศ การอักเสบของท่อน้ำเหลือง ลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงติดเชื้อ หรือ คันทวาร มีมูกปนหนองออกมา

การรักษาของโรคฝีมะม่วง

แพทย์จะวินิจฉัยด้วยการซักประวัติพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ ตรวจร่างกายเพื่อสังเกตหารอยโรคตรวจชิ้นเนื้อ ตรวจเลือด หรือแม้แต่ส่องกล้องตรวจลำไส้ ส่วนการรักษามีวิธีดังนี้

  • การรักษาด้วยยา แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะแก่ผู้ป่วยโรคฝีมะม่วง เพื่อใช้รักษาการติดเชื้อและป้องกันเชื้อแบคทีเรียทำลายเนื้อเยื่อส่วนอื่น ดังนี้
    • ดอกซีไซคลิน (Doxycycline) ผู้ป่วยมักได้รับการรักษาด้วยยานี้เป็นอันดับแรก โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยรับประทานยาดอกซีไซคลินวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 100 มิลลิกรัม เป็นเวลา 21 วัน
    • อะซิโธรมัยซิน (Azithromycin) ยานี้เป็นยารักษาโรคฝีมะม่วงอีกชนิดที่แพทย์ใช้รักษาผู้ป่วย โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยใช้ยาอะซิโธรมัยซินปริมาณ 2 กรัม เป็นเวลา 20 วัน
  • การผ่าตัด จะใช้เมื่อการรักษาด้วยยาไม่สามารถรักษาโรคฝีมะม่วงด้วยยา หรือ มีภาวะแทรกซ้อน หรือมีขนาดของฝีที่ใหญ่ จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งในระหว่างการรักษาต้องงดเว้นกิจกรรมทางเพศทุกรูปแบบ จนกว่าแพทย์จะวินิจฉัยว่าสามารถมีได้
  • การรักษาแบบประคบฝี ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น แล้วบิดให้แห้งพอหมาดๆ ประคบบริเวณที่ปวดบวม ประมาณ 10-15 นาที และทำซ้ำทุกๆ 8 ชม
การป้องกันโรคฝีมะม่วง

การป้องกันโรคฝีมะม่วง

  • การใช้ถุงยางอนามัยในทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะมีทางช่องคลอด หรือทวารหนักก็ตาม
  • การหลีกเลี่ยงการมีพฤติกรรมเพศที่ไม่ปลอดภัย และการมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคทางเพศ
  • หลีกเลี่ยงการทำออรัลเซ็กซ์ (Oral Sex)
  • เลี่ยงการสัมผัสผิวหนัง แผล หรือสารคัดหลั่งที่บริเวณอวัยวะเพศ
  • ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคฝีมะม่วง
  • ควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของตนเอง และคู่นอนให้มั่นใจว่าปลอดเชื้อโรคฝีมะม่วง หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

นอกจากการป้องกัน และรักษาโรคฝีมะม่วง ควรมีการเสริมความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ และควรปฏิบัติตามมาตรฐานที่มีอยู่ เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ และแพร่ระบาดของเชื้อโรค โดยสามารถป้องกันได้ ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพศ และสวมถุงยางอนามัย หรือการป้องกันอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพในทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์